วันจันทร์ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

การนำระบบเทคโนโลยีสารสนเทศไปประยุกต์ใช้ในองค์กร



"การนำระบบเทคโนโลยีสารสนเทศไปประยุกต์ใช้ในองค์กร"
  ระบบ ICT(Information and Communication Technology) มีความหมายคือ "เทคโนโลยีด้านข้อมูลข่าวสารและการติดต่อสื่อสาร" การใช้ไอซีทีตามที่ ยูเนสโก ได้กล่าวถึงนั้น ได้เข้ามามีบทบาททางการศึกษาเป็นอย่างมาก ในลักษณะของอินเทอร์เนต ซิ่งปัจุบันมีการจัดตั้งกระทรวงใหม่ชื่อ "กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร-Ministry of Information and Communication Technology" หรือกระทรวงไอซีที-ICT   ส่วนบุคคลระบบICT สามารถช่วยเชื่อมต่อตัวเรากับข้อมูลข่าวสารทุกอย่างรอบตัวและข้อมูลที่ต้องการค้นคว้า เป็นเหมือนตัวกลางให้มนุษย์ใช้สื่อกัน และอื่นๆอีกมากมายเพื่อให้เกิดความสะดวกสะบายแก่มนุษย์ทำให้เกิดประโชน์สูงสุด  ทางด้านการศึกษาประโยชน์เป็นอย่างมาก  คือ  ครูผู้สอนสามารถใช้ในการจัดการเรียนการสอน ทั้งในรูปแบบของงานสอน การวิจัย และการประเมินผล ซึ่งรูปแบบการสอนด้วย ICTเข้าถึงทั่วทุกจุด และประเทศที่ใช้มากที่สุดคือ อเมริกาเหนือ และในเอเซีย คือประเทศญี่ปุ่น โดยในระบบจะใช้ในห้องสมุด การจัดการเรียนการสอน นอกระบบเช่นพิพิธภัณฑ์ ซึ่งการการใช้ระบบ ICTนี้จะแพร่หลายมากขึ้นในชีวิตประจำวัน ทั้งCD มัลติมีเดีย ต่าง ๆ จากแต่เดิมที่ ICT มีบทบาทมากำกับการเรียนของนักเรียนนั้น ได้มีการเปลี่ยนแปลงว่ากลายเป็นนักเรียนและครูเป็นผู้สร้างเอง และการเรียนการสอนนี้สามารถที่จะเรียนรู้ได้ทุกสถานที่ ทุกเวลา โดยการเรียนรู้ด้วยรูปแบบนี้มีประสิทธิภาพมากขึ้นคือ
 1.มีประสิทธิภาพมากกว่าการสอน ในห้องเรียน จากเดิม
2.แต่บางครั้งในบางรายวิชาที่ไม่เหมาะสมก็ไม่ควรนำมาทำเป็นICT
3.มีความคุ้มค่าหรือไม่ในการนำบทเรียนมาสร้างเป็น ICT

      บทบาทความสำคัญของเทคโนโลยีสารสนเทศคือ ความก้าวหน้าทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ทำให้มีการพัฒนาคิดค้นสิ่งอำนวยความสะดวกสบายต่อการดำรงชีวิตเป็นอันมาก เทคโนโลยีได้เข้ามาเสริมปัจจัยพื้นฐานการดำรงชีวิตได้เป็นอย่างดี เทคโนโลยีทำให้การสร้างที่พักอาศัยมีคุณภาพมาตรฐาน สามารถผลิตสินค้าและให้บริการต่าง ๆ เพื่อตอบสนองความต้องการของมนุษย์มากขึ้น เทคโนโลยีทำให้ระบบการผลิตสามารถผลิตสินค้าได้เป็นจำนวนมากมีราคาถูกลง สินค้าได้คุณภาพ เทคโนโลยีทำให้มีการติดต่อสื่อสารกันได้สะดวก การเดินทางเชื่อมโยงถึงกันทำให้ประชากรในโลกติดต่อรับฟังข่าวสารกันได้ตลอดเวลา พัฒนาการของเทคโนโลยีทำให้ชีวิตความเป็นอยู่เปลี่ยนไปมาก เทคโนโลยีเริ่มเข้ามาช่วยในการพิมพ์ ทำให้การสื่อสารด้วยข้อความและภาษาเพิ่มขึ้นมาก เทคโนโลยีพัฒนามาจนถึงการสื่อสารกัน โดยส่งข้อความเป็นเสียงทางสายโทรศัพท์ได้ประมาณร้อยกว่าปีที่แล้ว และเมื่อประมาณห้าสิบปีที่แล้ว ก็มีการส่งภาพโทรทัศน์และคอมพิวเตอร์ทำให้มีการใช้สารสนเทศในรูปแบบข่าวสารมากขึ้น ในปัจจุบันมีสถานที่วิทยุ โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ แ ละสื่อต่าง ๆ ที่ใช้ในการกระจ่ายข่าวสาร มีการแพร่ภาพทางโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมเพื่อรายงานเหตุการณ์สด เห็นได้ชัดว่าเทคโนโลยีได้เข้ามามีบทบาทอย่างมาก บทบาทของการพัฒนาเทคโนโลยีรวดเร็วขึ้นเมื่อมีการพัฒนาอุปกรณ์ทางด้านคอมพิวเตอร์และส่วนประกอบ จะเห็นได้ว่าในช่วงสี่ห้าปีที่ผ่านมาจะมีผลิตภัณฑ์ใหม่ ซึ่งมีคอมพิวเตอร์เข้าไปเกี่ยวข้องให้เห็นอยู่ตลอดเวลา  

          ผู้ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศมีเพิ่มขึ้นทุกวัน และได้กลายมาเป็นส่วนหนึ่งที่จำเป็น ต่อการดำเนินกิจกรรมทางธุรกิจในปัจจุบัน เทคโนโลยีเหล่านี้ได้แก่ อินเทอร์เน็ต การประชุมวิดีโอทางไกล ระบบเครือข่าย และระบบสารสนเทศเพื่อการวิเคราะห์และตัดสินใจ เป็นต้น
นอกจากนี้เทคโนโลยีเหล่านี้ยังถือว่าเป็นปัจจัยที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาองค์กรในอนาคต ดังจะเห็นได้จากเดฟ อุลริช ปรมาจารย์ทางด้านการบริหารทรัพยากรมนุษย์ระบุว่าเทคโนโลยีเป็นปัจจัยสำคัญอันหนึ่งที่จะมีบทบาทสำคัญต่อการแข่งขันธุรกิจในอนาคต (1) เช่นเดียวกันกับ คัมมิ่ง และเวอร์รี่ ผู้เชี่ยวชาญในด้านการพัฒนาองค์กรและการบริหารการเปลี่ยนแปลงได้จัดให้เทคโนโลยีสารสนเทศเป็นสิ่งหนึ่งที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในองค์กร
(2) เทคโนโลยีที่ใช้กันในปัจจุบันจึงถือว่าเป็นตัวขับเคลื่อนที่สำคัญที่จะช่วยให้ผู้ใช้สามารถเก็บรวบรวมข้อมูล การแก้ไขเปลี่ยนแปลง การเรียกดูข้อมูล การประมวลผล การใช้งานร่วมกันแบบหลายๆ คน และการวิเคราะห์ข้อมูลทำได้ง่ายขึ้น มีค่าใช้จ่ายต่ำลง เพิ่มคุณค่าและประโยชน์ในการใช้งานข้อมูล และสารสนเทศที่ได้มาจะมีคุณภาพในการนำไปวิเคราะห์และใช้งานมากเพิ่มขึ้น ในขณะเดียวกันเทคโนโลยียังสามารถช่วยให้เกิดการพัฒนและปรับปรุงกระบวนการในการผลิตและการทำงานให้มีต้นทุนที่ต่ำลง ใช้เวลาในการทำงานที่ลดลง และได้สินค้าหรือผลลัพธ์ที่มีคุณภาพมากยิ่งขึ้น ดังนั้น เทคโนโลยีจึงมีความสำคัญต่อการพัฒนาองค์กรเป็นอย่างยิ่ง


คณะศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเอเชียอาคเนย์  เข้าเยี่ยมชมการใช้งานระบบ ICT ในการเรียนการสอน (E-ClassNet) และจัดการข้อมูลบุคลากรภายในองค์กร (Ed-Office)   คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ซึ่งเป็นระบบที่คณาจารย์ของคณะ ได้ร่วมกันพัฒนาขึ้นเองโดยมี ผศ.ดร.ไพศาล สุวรรณน้อย คณบดี เป็นประธานกล่าวต้อนรับผศ.ดร.นเรศ สุรสิทธิ์ คณบดีคณะศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเอเชียอาคเนย์  พร้อมด้วยรองคณบดี ที่ปรึกษาคณบดี  คณาจารย์ และบุคลากร
เข้ารับฟังการบรรยายและการสาธิตการใช้งานระบบ E-ClassNet  และ  Ed-Office เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการเรียนการสอนและการปฏิบัติงานด้วย ICT ตามแผนงานพัฒนาอาจารย์ของคณะ ในการนี้ อาจารย์สมพงษ์ พันธุรัตน์ จากสาขาการวัดและประเมินผลการศึกษา และ ผศ.ดร. เสาวนี ตรีพุทธรัตน์ ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายบริหาร  ได้ร่วมกันสาธิตการใช้งานระบบ E-ClassNet  และ  Ed-Office อย่างละเอียดและตอบข้อซักถามต่างๆ ตลอดจนรับฟังข้อกังวล และการชี้แนะอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง  อันจะนำไปสู่การพัฒนาระบบให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
ระบบ E-ClassNet  ถูกพัฒนาขึ้นโดยคณาจารย์คณะศึกษาศาสตร์  เป็นรูปแบบการเรียนการสอนด้วย ICT ที่ผู้สอนและผู้เรียนสามารถสื่อสารกันผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ต ซึ่งมีเนื้อหาและสาระการเรียนรู้ ภาระงาน และการสะท้อนผลการปฏิบัติงาน ที่อาจารย์ผู้สอนรายวิชานั้นสร้างขึ้น โดยจะเป็นเครื่องมืออำนวยความสะดวกในกรณีที่ผู้สอนติดภาระงานราชการอย่างอื่น ไม่สามารถทำการสอนในห้องเรียนได้ และเปิดโอกาสให้นักศึกษาสามารถส่งงานนอกเวลาเรียนได้ง่ายขึ้น  ในขณะที่ ระบบ Ed-Office เป็นการจัดการข้อมูลบุคลากรภายในองค์กร แสดงถึงภาระงานและสะท้อนผลการปฏิบัติงานอย่างเป็นระบบ  ผู้บริหารสามารถนำข้อมูลมาพิจารณาเพื่อประเมินการทำงาน  บุคลากรใช้เป็นพื้นที่กระจายข่าวสาร ตลอดจนช่วยให้งานสารบรรณเป็นไปอย่างสะดวก รวดเร็ว ประหยัดเอกสารหรือจดหมายเวียนต่างๆ
ผศ.ดร. เสาวนี ตรีพุทธรัตน์ กล่าวว่า แม้ E-ClassNet จะมีประโยชน์อย่างมากในการขยายข้อจำกัดของการเรียนการสอนในห้องเรียนปกติ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะใช้แทนการสอนทั้งหมดได้ เพราะห้องเรียนยังคงมีความสำคัญอย่างมากในแง่ของความสัมพันธ์ระหว่างครูกับศิษย์  และระบบ ICT ก็ยังคงประเมินการพัฒนาด้านคุณลักษณ์ของผู้เรียนได้น้อยมาก




องค์กรการศึกที่ยกตัวอย่างได้มีการนำระบบICTเข้ามาใช้ โดยใช้การเรียนการสอนระยะไกลระหว่างผู้เรียนและผู้สอน โดยสามารถทำได้ผ่านระบบ(Video Conference)  และระบบจัดการข้อมูลที่แสดงผลให้ผู้บริหารองค์กรเห็นถึงภาพรวมเพื่อการตัดสินใจภายในองค์กรเป็นต้น   ผลดีของระบบนี้คือสามารถทำให้ผู้เสอนสามารถถ่ายทอดความรู้ให้ผู้เรียนได้โดยไม่จำเป็นต้องอยู่ในสถาณที่เดียวกัน  ผลเสียคือ ทำให้การมีปฎิสัมพันธ์น้อยลง เพราะมีตัวกลางมาคั่น
ในปัจุบันมีระบบICTมาช่วยแทบทุกองค์และทุกบุคคล เพื่อให้เกิดประโยชน์และความสะดวกสบายสูงสุด ซึ่งก็มีการพัฒนาอยู่อย่างไม่สิ้นสุด  แต่ในขณะเดียวกันก็ทำให้มนุษย์ติดความสะดวกสบายเหล่านี้มากเกินจำเป็น รวมไปถึงการใช้ไปในทางที่ผิด ทำให้เกิดการรับข้อมูลที่เป็นผลเสียแก่ตนเอง เราควรใช้วิจารณญาณ
ในการรับข้อมูลข่าวสารเป็นสิ่งสำคัญด้วยเช่นกัน




บทความนี้อ้างอิงจาก
http://www.kku.ac.th/kkunews/index.php?option=com_content&task=view&id=2166&Itemid=55(จากมหาวิทยาลัยขอนแก่น)